การจัดการศึกษาแบบ Research-Based Learning (RBL)
1. ความหมาย/ลักษณะสำคัญของรูปแบบ
Research –based Learning
การจัดการศึกษาแบบ Research-Based Learning (RBL)
หมายถึง การเรียนรู้เป็นการ
จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์
กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เรียนรู้
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามรูป
เป็นเทคนิคที่มุ่งให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และประสบผลสำเร็จในเนื้อหา และผู้รู้สารนเทศด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระผู้เรียนเรียนรู้โดยอิสระจากการแสวงหาแหล่งเรียนรู้ผู้สอนเป็นเพียงผู้ส่งเสริมและกระตุ้นเป็นแหล่งสารสนเทศใดๆ ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ผลลัพธ์ของการใช้ RBL ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนมีทักษะการรู้สารสนเทศ ซึ่งเป็นฐาน สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
เป็นเทคนิคที่มุ่งให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และประสบผลสำเร็จในเนื้อหา และผู้รู้สารนเทศด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระผู้เรียนเรียนรู้โดยอิสระจากการแสวงหาแหล่งเรียนรู้ผู้สอนเป็นเพียงผู้ส่งเสริมและกระตุ้นเป็นแหล่งสารสนเทศใดๆ ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ผลลัพธ์ของการใช้ RBL ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนมีทักษะการรู้สารสนเทศ ซึ่งเป็นฐาน สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
2. ลักษณะสำคัญของรูปแบบ Research –based Learning
ลักษณะสำคัญของรูปแบบมี
4 ลักษณะดังต่อไปนี้
หลักการที่1.แนวคิดพื้นฐาน
เปลี่ยนแนวคิดจาก’เรียนรู้โดยการฟัง/ตอบให้ถูก’ เป็น ‘การถาม/หาคำตอบเอง’
หลักการที่2.เป้าหมาย
เปลี่ยนเป้าหมายจาก’การเรียนรู้โดยการจำ/ทำ/ใช้’ เป็นการคิด/ค้น/แสวงหา’
หลักการที่3.วิธีสอน
เปลี่ยนวิธีสอนจาก’ การเรียนรู้โดยการบรรยาย’ เป็น ‘การให้คำปรึกษา’
หลักการที่4.บทบาทผู้สอน
เปลี่ยนบทบาทผู้สอนจาก’ การเป็นผู้ปฏิบัติเอง’ เป็น ‘การจัดการให้ผู้เรียนปฏิบัติ
3.
องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้รูปแบบ Research
–based Learning(RBL)
สำหรับการจัดการศึกษาแบบ
RBL นั้นมีรูปแบบการจัดการศึกษาดังนี้
ก.RBL ที่ใช้ผลการวิจัยเป็นสาระการเรียนการสอน ประกอบด้วย
ก.RBL ที่ใช้ผลการวิจัยเป็นสาระการเรียนการสอน ประกอบด้วย
(1)เรียนรู้ผลการวิจัย/ใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน
(2)เรียนรู้จากการศึกษางานวิจัย/การสังเคราะห์งานการวิจัย
ข.RBL ที่ใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการเรียนการสอน ประกอบด้วย
ข.RBL ที่ใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการเรียนการสอน ประกอบด้วย
(3)เรียนรู้วิชาวิจัย/วิธีทำวิจัย
(4)เรียนรู้จากการทำวิจัย/รายงานเชิงวิจัย
(5)เรียนรู้จากการทำวิจัย/ร่วมทำโครงการวิจัย
(6)เรียนรู้จากการทำวิจัย/วิจัยขนาดเล็ก
(7)เรียนรู้จากการทำวิจัย/วิทยานิพนธ์
ดังนี้
4. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
การวางแผนการสอนโดยใช้ RBL
มีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของรายวิชาที่สอน
2. ศึกษา/ทำความเข้าใจ ผู้เรียนเพื่อให้ทราบความรู้และทักษะที่เคยมีมาก่อน
3. กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้โดยใช้ RBL
4. กำหนดกลยุทธ์และเทคนิคการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้
5. เลือกแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม
6. กำหนดตารางเวลา-สิ่งอำนวยความสะดวก-ผู้ช่วยเหลือ
7. ดำเนินการตามแผนที่วางไว้
8. ตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ตามที่ได้ ตั้งวัตถุประสงค์ไว้
9. ประเมินความสำเร็จของผู้เรียนและกระบวนการเรียนการสอน
5. การนำไปใช้
/ ตัวอย่างการจัดรูปแบบการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาเกี่ยวข้องการทั้งกระบวนการเรียนและการสอน
การเรียนนั้นเป็นบทบาทของผู้เรียนส่วนการสอนเป็นบทบาทของผู้สอน การเรียนรู้แบบ RBL เป็นการจัดการเรียนการสอนที่นำ
‘การวิจัย’เข้ามาเป็นเครื่องมือของการจัดการเรียนการสอน
แผนการจัดการเรียนรู้ที่
1
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
รายวิชา วิทยาศาสตร์
(ว31101) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่
1 เรื่อง การปรับตัวของพืช จำนวน 3 คาบ
มาตรฐาน ว 2.1 :เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ
ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระหลัก
สิ่งมีชีวิตไม่ว่า คน สัตว์ พืช ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย สิ่งใดที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด เหมือนสัตว์หลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตถ้าสิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ก็จะมีชีวิตอยู่รอดได้
สาระหลัก
สิ่งมีชีวิตไม่ว่า คน สัตว์ พืช ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย สิ่งใดที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด เหมือนสัตว์หลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตถ้าสิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ก็จะมีชีวิตอยู่รอดได้
ขั้นที่ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของรายวิชาที่สอน
เพื่อให้นักเรียนเข้าใจสิ่งแวดล้อม
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ
ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ขั้นที่ 2. ศึกษา/ทำความเข้าใจ ผู้เรียนเพื่อให้ทราบความรู้และทักษะที่เคยมีมาก่อน
- นักเรียนดูภาพไดโนเสาร์
ภาพจิ้งจก ภาพกระบองเพชร สัตว์และพืชอื่น ๆ มาเป็นสื่อประกอบการศึกษา
และยกให้นักเรียนดู แล้วร่วมอภิปรายถึงสภาพความเป็นอยู่การปรับตัว และการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชแต่ละชนิด
ครูถามนำเพื่อโยงสู่สาระการเรียนรู้ต่อไป เช่นถามว่า
- ทำไมทุกวันนี้จึงไม่มีไดโนเสาร์ให้เราเห็น
- สัตว์ที่อาศัยอยู่แถบถิ่นทะเลซึ่งร้อนระอุ ทำไมมันจึงมีชีวิตอยู่ได้
- เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงเปลี่ยนสีได้
- เหตุใดหมีที่ขั้วโลกเหนือจึงมีขนหนามาก
- วันนี้เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับตัวของพืชกันดีไหม
- ทำไมทุกวันนี้จึงไม่มีไดโนเสาร์ให้เราเห็น
- สัตว์ที่อาศัยอยู่แถบถิ่นทะเลซึ่งร้อนระอุ ทำไมมันจึงมีชีวิตอยู่ได้
- เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงเปลี่ยนสีได้
- เหตุใดหมีที่ขั้วโลกเหนือจึงมีขนหนามาก
- วันนี้เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับตัวของพืชกันดีไหม
ขั้นที่ 3. กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้โดยใช้
Research –based Learning
1.สืบค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายเกี่ยวกับพืชทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
2. สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับพืชที่มีสภาพเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม
2. สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับพืชที่มีสภาพเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม
ขั้นที่ 4. กำหนดกลยุทธ์และเทคนิคการสอน
และกิจกรรมการเรียนรู้
1.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกไปแสวงหาความรู้
โดยการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
2.หลังจากแต่ละกลุ่มแสวงหาความรู้มาแล้ว ร่วมระดมความคิดเห็น และยกตัวอย่างพืชที่เคยมีและสูญพันธุ์ไปแล้วว่ามีอะไรบ้างโดยครูคอยให้คำปรึกษา
3.แต่ละกลุ่มรับใบงาน เรื่อง “การปรับตัวของพืช” ทำตามขั้นตอนที่ปรากฏในใบงาน แล้วตัวแทนนำเสนอผลงาน
4. นักเรียนร่วมกันเขียนในลักษณะของรายงาน เพื่อนำเสนอต่อหน้าชั้น
2.หลังจากแต่ละกลุ่มแสวงหาความรู้มาแล้ว ร่วมระดมความคิดเห็น และยกตัวอย่างพืชที่เคยมีและสูญพันธุ์ไปแล้วว่ามีอะไรบ้างโดยครูคอยให้คำปรึกษา
3.แต่ละกลุ่มรับใบงาน เรื่อง “การปรับตัวของพืช” ทำตามขั้นตอนที่ปรากฏในใบงาน แล้วตัวแทนนำเสนอผลงาน
4. นักเรียนร่วมกันเขียนในลักษณะของรายงาน เพื่อนำเสนอต่อหน้าชั้น
5.
ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลงาน ทั้งรายงานและผลการทำใบงาน
ขั้นที่ 5. เลือกแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม
1. ห้องเรียน
2. ห้องสมุด
3. มุมวิทยาศาสตร์
1. ห้องเรียน
2. ห้องสมุด
3. มุมวิทยาศาสตร์
4.
Internet
ขั้นที่ 6. กำหนดตารางเวลา-สิ่งอำนวยความสะดวก-ผู้ช่วยเหลือ
หัวข้อ
|
กิจกรรม
|
กำหนดส่ง
|
สิ่งอำนวยความสะดวก
|
ผู้ช่วยเหลือ
|
1
|
สืบค้นข้อมูล
เกี่ยวกับพืชทั้งที่มีชีวิตอยู่
|
30
นาที
|
ห้องเรียน
ห้องสมุด มุมวิทยาศาสตร์ Internet |
ครูผู้สอน
|
2
|
สืบค้นข้อมูล
เกี่ยวกับพืชที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
|
30
นาที
|
ห้องเรียน
ห้องสมุด มุมวิทยาศาสตร์ Internet |
ครูผู้สอน
|
3
|
สืบค้นข้อมูล
เกี่ยวกับพืชที่มีสภาพเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม
|
1
ชั่วโมง
|
ห้องเรียน
ห้องสมุด มุมวิทยาศาสตร์ Internet |
ครูผู้สอน
|
หัวข้อ
|
กิจกรรม
|
กำหนดส่ง
|
สิ่งอำนวยความสะดวก
|
ผู้ช่วยเหลือ
|
4
|
รายงาน
สรุปผลการสืบค้น
|
1
ชั่วโมง
|
แผ่นใส
โปรเจคเทอร์
คอมพิวเตอร์
แผนภาพ
|
ครูผู้สอน
|
ขั้นที่ 7. ดำเนินการตามแผนที่วางไว้
ขั้นที่ 8. ตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่ได้ ตั้งวัตถุประสงค์ไว้
1.
นักเรียนร่วมกันสรุปการทำกิจกรรม
2.
ครูซักถามเพื่อประเมินความเข้าใจเป็นรายบุคคล
3.
นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เสร็จแล้วส่งครูตรวจ
ขั้นที่ 9. ประเมินความสำเร็จของผู้เรียนและกระบวนการเรียนการสอน
1. วิธีการ
1.1 สังเกต
1.1.1 พิจารณาจากการสนทนา อภิปราย การแสดงความคิดเห็น การตอบคำถามปากเปล่า
1.1.2 พิจารณาการสรุปข้อมูล การตอบคำถาม
1.2 ตรวจสอบ
1.2.1 ตรวจการทำใบงาน
1.2.2 ตรวจการทำแบบทดสอบหลังเรียน
1.1 สังเกต
1.1.1 พิจารณาจากการสนทนา อภิปราย การแสดงความคิดเห็น การตอบคำถามปากเปล่า
1.1.2 พิจารณาการสรุปข้อมูล การตอบคำถาม
1.2 ตรวจสอบ
1.2.1 ตรวจการทำใบงาน
1.2.2 ตรวจการทำแบบทดสอบหลังเรียน
2. เครื่องมือวัดและประเมิน
- แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน
3. เกณฑ์การวัดและประเมิน
ถือเกณฑ์การผ่านร้อยละ 80 ทุกรายการ
(ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80)
สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
การนำเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
การตรวจผลงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
- แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน
3. เกณฑ์การวัดและประเมิน
ถือเกณฑ์การผ่านร้อยละ 80 ทุกรายการ
(ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80)
สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
การนำเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
การตรวจผลงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
6.
ข้อดีข้อจำกัดของการนำรูปแบบการเรียนรู้แบบ Research –based Learning
6.1
ข้อดีของ Research –based
Learning
1.
ส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ โดยรู้จักการใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
2.
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ โดยผ่านกระบวนการแก้ปัญหา การเสาะแสวงหา การให้เหตุผล และการวิเคราะห์และประเมิน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง
3.
ให้ผู้เรียนมีโอกาสศึกษาเรียนรู้โดยอิสระ เนื่องจากการสอนโดยใช้ Research
–based Learning จะให้เวลากับการเรียนในชั้นเรียนน้อยกว่าการให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
4.
เป็นเทคนิคที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่ากระบวนการสอน เมื่อนำ Research
–based Learning
มาใช้
ผู้สอนต้องเน้นความสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ของผู้เรียน มากกว่าการสอน
5.
ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการรู้สารสนเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
6.
ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก
เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธี Research –based Learning ผู้เรียนจะต้องพึ่งพาตนเองสูงและต้องนำผลงานที่ได้มาเสนอและแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น
7.
สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียน
เนื่องจากต้องมีการพบปะปรึกษาหารือทั้งในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการและเป็นทางการ
6.2
ข้อจำกัดของ Research –based Learning(RBL)
- แหล่งเรียนรู้สำหรับเรื่องที่ต้องการให้ศึกษาในบางรายวิชา
อาจมีไม่เพียงพอหรือมีแต่ไม่เหมาะสม
- ผู้สอนบางคนให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานความรู้
มุ่งรวบรวมและสร้างแหล่งเรียนรู้ให้สมบูรณ์ จึงอาจมองข้างหลักการที่สำคัญของ Research
–based Learning
คือ ให้ผู้เรียนมีอิสระในการศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตนเอง
- หากผู้เรียนขาดทักษะการรู้สารสนเทศ
การเรียนรู้โดยใช้ Research –based Learning จะไม่เกิดผล ดังนั้นสถาบันจึงควรจัดให้ให้มีการสอนหรืออบรมเพื่อสร้างทักษะการรู้สารสนเทศให้กับผู้เรียนทุกคน
โดยควรถือเป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนต้องมีและสามารถทำได้
- ผู้สอนจำเป็นต้องรู้แหล่งเรียนรู้ในเรื่องที่จะสอนเป็นอย่างดี และต้องใช้เวลาในการเตรียมการและรวบรวมแหล่งเรียนรู้ทั้งหลายเพื่อสามารถชี้แนะและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนได้
- โรงเรียนต้องมีความพร้อมในเรื่องแหล่งเรียนรู้ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการ และบุคลากร ที่จะช่วยให้การเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้มีความเป็นไปได้ และประสบผลสำเร็จ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น