วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การจัดการศึกษาแบบ Research-Based Learning (RBL)


การจัดการศึกษาแบบ  Research-Based Learning (RBL)

1. ความหมาย/ลักษณะสำคัญของรูปแบบ Research –based Learning
            การจัดการศึกษาแบบ  Research-Based Learning (RBL) หมายถึง การเรียนรู้เป็นการ
จัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์เรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามรูป
                                      เป็นเทคนิคที่มุ่งให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้และประสบผลสำเร็จในเนื้อหา และผู้รู้สารนเทศด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระผู้เรียนเรียนรู้โดยอิสระจากการแสวงหาแหล่งเรียนรู้ผู้สอนเป็นเพียงผู้ส่งเสริมและกระตุ้นเป็นแหล่งสารสนเทศใดๆ ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน    ผลลัพธ์ของการใช้ RBL ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้เรียนมีทักษะการรู้สารสนเทศ ซึ่งเป็นฐาน   สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
2. ลักษณะสำคัญของรูปแบบ Research –based Learning
ลักษณะสำคัญของรูปแบบมี 4 ลักษณะดังต่อไปนี้
หลักการที่1.แนวคิดพื้นฐาน เปลี่ยนแนวคิดจากเรียนรู้โดยการฟัง/ตอบให้ถูกเป็นการถาม/หาคำตอบเอง
หลักการที่2.เป้าหมาย เปลี่ยนเป้าหมายจากการเรียนรู้โดยการจำ/ทำ/ใช้เป็นการคิด/ค้น/แสวงหา
หลักการที่3.วิธีสอน เปลี่ยนวิธีสอนจากการเรียนรู้โดยการบรรยายเป็นการให้คำปรึกษา
หลักการที่4.บทบาทผู้สอน เปลี่ยนบทบาทผู้สอนจากการเป็นผู้ปฏิบัติเองเป็น การจัดการให้ผู้เรียนปฏิบัติ 

                                   
3. องค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้รูปแบบ Research –based Learning(RBL)
สำหรับการจัดการศึกษาแบบ RBL นั้นมีรูปแบบการจัดการศึกษาดังนี้
           ก.RBL ที่ใช้ผลการวิจัยเป็นสาระการเรียนการสอน ประกอบด้วย
(1)เรียนรู้ผลการวิจัย/ใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน
(2)เรียนรู้จากการศึกษางานวิจัย/การสังเคราะห์งานการวิจัย
 ข.RBL ที่ใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการเรียนการสอน ประกอบด้วย
(3)เรียนรู้วิชาวิจัย/วิธีทำวิจัย
(4)เรียนรู้จากการทำวิจัย/รายงานเชิงวิจัย
                         (5)เรียนรู้จากการทำวิจัย/ร่วมทำโครงการวิจัย
 (6)เรียนรู้จากการทำวิจัย/วิจัยขนาดเล็ก
 (7)เรียนรู้จากการทำวิจัย/วิทยานิพนธ์ ดังนี้
                                    
4.  ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
 การวางแผนการสอนโดยใช้ RBL มีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้
1. กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของรายวิชาที่สอน
2. ศึกษา/ทำความเข้าใจ  ผู้เรียนเพื่อให้ทราบความรู้และทักษะที่เคยมีมาก่อน
3. กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้โดยใช้ RBL
4. กำหนดกลยุทธ์และเทคนิคการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้
5. เลือกแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม
6. กำหนดตารางเวลา-สิ่งอำนวยความสะดวก-ผู้ช่วยเหลือ
7. ดำเนินการตามแผนที่วางไว้
8. ตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิด  การเรียนรู้ตามที่ได้  ตั้งวัตถุประสงค์ไว้
9. ประเมินความสำเร็จของผู้เรียนและกระบวนการเรียนการสอน

5. การนำไปใช้ / ตัวอย่างการจัดรูปแบบการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนในสถานศึกษาเกี่ยวข้องการทั้งกระบวนการเรียนและการสอน การเรียนนั้นเป็นบทบาทของผู้เรียนส่วนการสอนเป็นบทบาทของผู้สอน การเรียนรู้แบบ RBL เป็นการจัดการเรียนการสอนที่นำการวิจัยเข้ามาเป็นเครื่องมือของการจัดการเรียนการสอน

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์                                      สาระที่ 2 : ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม     
รายวิชา วิทยาศาสตร์ (ว31101)                                         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การปรับตัวของพืช                      จำนวน  3 คาบ    

มาตรฐาน ว 2.1 :เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระหลัก
            สิ่งมีชีวิตไม่ว่า คน สัตว์ พืช ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา และปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย สิ่งใดที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด เหมือนสัตว์หลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตถ้าสิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ก็จะมีชีวิตอยู่รอดได้

ขั้นที่ 1. กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของรายวิชาที่สอน
            เพื่อให้นักเรียนเข้าใจสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ขั้นที่ 2. ศึกษา/ทำความเข้าใจ  ผู้เรียนเพื่อให้ทราบความรู้และทักษะที่เคยมีมาก่อน
            - นักเรียนดูภาพไดโนเสาร์ ภาพจิ้งจก ภาพกระบองเพชร สัตว์และพืชอื่น ๆ มาเป็นสื่อประกอบการศึกษา และยกให้นักเรียนดู แล้วร่วมอภิปรายถึงสภาพความเป็นอยู่การปรับตัว และการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชแต่ละชนิด ครูถามนำเพื่อโยงสู่สาระการเรียนรู้ต่อไป เช่นถามว่า
                        - ทำไมทุกวันนี้จึงไม่มีไดโนเสาร์ให้เราเห็น
                        - สัตว์ที่อาศัยอยู่แถบถิ่นทะเลซึ่งร้อนระอุ ทำไมมันจึงมีชีวิตอยู่ได้
                        - เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงเปลี่ยนสีได้
                        - เหตุใดหมีที่ขั้วโลกเหนือจึงมีขนหนามาก
                        - วันนี้เรามาเรียนรู้เกี่ยวกับการปรับตัวของพืชกันดีไหม
ขั้นที่ 3. กำหนดวัตถุประสงค์เฉพาะที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้โดยใช้ Research –based Learning
1.สืบค้นข้อมูล อภิปรายและอธิบายเกี่ยวกับพืชทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
2. สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับพืชที่มีสภาพเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม
ขั้นที่ 4. กำหนดกลยุทธ์และเทคนิคการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้
1.ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกไปแสวงหาความรู้ โดยการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
            2.หลังจากแต่ละกลุ่มแสวงหาความรู้มาแล้ว ร่วมระดมความคิดเห็น และยกตัวอย่างพืชที่เคยมีและสูญพันธุ์ไปแล้วว่ามีอะไรบ้างโดยครูคอยให้คำปรึกษา
            3.แต่ละกลุ่มรับใบงาน เรื่อง การปรับตัวของพืชทำตามขั้นตอนที่ปรากฏในใบงาน แล้วตัวแทนนำเสนอผลงาน
            4. นักเรียนร่วมกันเขียนในลักษณะของรายงาน เพื่อนำเสนอต่อหน้าชั้น
5.  ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลงาน ทั้งรายงานและผลการทำใบงาน
ขั้นที่ 5. เลือกแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม
            1. ห้องเรียน
            2. ห้องสมุด
            3. มุมวิทยาศาสตร์
            4. Internet
ขั้นที่ 6. กำหนดตารางเวลา-สิ่งอำนวยความสะดวก-ผู้ช่วยเหลือ
           
หัวข้อ
กิจกรรม
กำหนดส่ง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ผู้ช่วยเหลือ
1
สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับพืชทั้งที่มีชีวิตอยู่
30 นาที
ห้องเรียน
ห้องสมุด
มุมวิทยาศาสตร์  Internet

ครูผู้สอน
2
สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับพืชที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
30 นาที
ห้องเรียน
ห้องสมุด
มุมวิทยาศาสตร์  Internet

ครูผู้สอน
3
สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับพืชที่มีสภาพเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม
1 ชั่วโมง
ห้องเรียน
ห้องสมุด
มุมวิทยาศาสตร์  Internet
ครูผู้สอน
หัวข้อ
กิจกรรม
กำหนดส่ง
สิ่งอำนวยความสะดวก
ผู้ช่วยเหลือ
4
รายงาน สรุปผลการสืบค้น
1 ชั่วโมง
แผ่นใส
โปรเจคเทอร์
คอมพิวเตอร์
แผนภาพ
ครูผู้สอน

ขั้นที่ 7. ดำเนินการตามแผนที่วางไว้
ขั้นที่ 8. ตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่ได้  ตั้งวัตถุประสงค์ไว้
1.       นักเรียนร่วมกันสรุปการทำกิจกรรม
2.       ครูซักถามเพื่อประเมินความเข้าใจเป็นรายบุคคล
3.       นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เสร็จแล้วส่งครูตรวจ
ขั้นที่ 9. ประเมินความสำเร็จของผู้เรียนและกระบวนการเรียนการสอน
1. วิธีการ
1.1 สังเกต
            1.1.1 พิจารณาจากการสนทนา อภิปราย การแสดงความคิดเห็น การตอบคำถามปากเปล่า
            1.1.2 พิจารณาการสรุปข้อมูล การตอบคำถาม
1.2 ตรวจสอบ
            1.2.1 ตรวจการทำใบงาน
            1.2.2 ตรวจการทำแบบทดสอบหลังเรียน
2. เครื่องมือวัดและประเมิน
            - แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน
3. เกณฑ์การวัดและประเมิน
            ถือเกณฑ์การผ่านร้อยละ 80 ทุกรายการ
            (ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80)
            สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
            สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
            การนำเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80
            การตรวจผลงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80


6. ข้อดีข้อจำกัดของการนำรูปแบบการเรียนรู้แบบ Research –based Learning
6.1 ข้อดีของ   Research –based Learning
1.       ส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ โดยรู้จักการใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
2.       กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาการคิดเชิงวิเคราะห์ โดยผ่านกระบวนการแก้ปัญหา การเสาะแสวงหา การให้เหตุผล และการวิเคราะห์และประเมิน ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง
3.       ให้ผู้เรียนมีโอกาสศึกษาเรียนรู้โดยอิสระ เนื่องจากการสอนโดยใช้ Research –based Learning จะให้เวลากับการเรียนในชั้นเรียนน้อยกว่าการให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
4.       เป็นเทคนิคที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่ากระบวนการสอน เมื่อนำ Research –based Learning มาใช้ ผู้สอนต้องเน้นความสำคัญในเรื่องการเรียนรู้ของผู้เรียน มากกว่าการสอน
5.       ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการรู้สารสนเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
6.       ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นและกล้าแสดงออก เนื่องจากการเรียนรู้ด้วยวิธี Research –based Learning ผู้เรียนจะต้องพึ่งพาตนเองสูงและต้องนำผลงานที่ได้มาเสนอและแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น
7.       สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สอนและผู้เรียน เนื่องจากต้องมีการพบปะปรึกษาหารือทั้งในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการและเป็นทางการ

6.2 ข้อจำกัดของ Research –based Learning(RBL)
  1. แหล่งเรียนรู้สำหรับเรื่องที่ต้องการให้ศึกษาในบางรายวิชา อาจมีไม่เพียงพอหรือมีแต่ไม่เหมาะสม
  2. ผู้สอนบางคนให้ความสำคัญกับการพัฒนาฐานความรู้ มุ่งรวบรวมและสร้างแหล่งเรียนรู้ให้สมบูรณ์ จึงอาจมองข้างหลักการที่สำคัญของ Research –based Learning คือ ให้ผู้เรียนมีอิสระในการศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตนเอง
  3. หากผู้เรียนขาดทักษะการรู้สารสนเทศ การเรียนรู้โดยใช้ Research –based Learning จะไม่เกิดผล ดังนั้นสถาบันจึงควรจัดให้ให้มีการสอนหรืออบรมเพื่อสร้างทักษะการรู้สารสนเทศให้กับผู้เรียนทุกคน โดยควรถือเป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนต้องมีและสามารถทำได้
  4. ผู้สอนจำเป็นต้องรู้แหล่งเรียนรู้ในเรื่องที่จะสอนเป็นอย่างดี และต้องใช้เวลาในการเตรียมการและรวบรวมแหล่งเรียนรู้ทั้งหลายเพื่อสามารถชี้แนะและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนได้
  5. โรงเรียนต้องมีความพร้อมในเรื่องแหล่งเรียนรู้ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการ และบุคลากร ที่จะช่วยให้การเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้มีความเป็นไปได้ และประสบผลสำเร็จ

3R7C


ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21
เขียนโดย krupatom
ความ ท้าทายด้านการศึกษา ทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมเป็นเรื่องสำคัญของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคม ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความ พร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู้ ความสามารถ และทักษะจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
สาระวิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้า ของการเรียนรู้ของตนเองได้
สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย
ภาษาแม่ และภาษาสำคัญของโลก
ศิลปะ
คณิตศาสตร์
การปกครองและหน้าที่พลเมือง
เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์
โดยวิชาแกนหลักนี้จะนำมาสู่การกำหนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อการ จัดการเรียนรู้ในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจในเนื้อหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปในทุกวิชาแกนหลัก ดังนี้
ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness)
ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)
ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy)
ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)
ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Literacy)
ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่
ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม
การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา
การสื่อสารและการร่วมมือ
ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยีมาก มาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ ปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ดังนี้
ความรู้ด้านสารสนเทศ
ความรู้เกี่ยวกับสื่อ
ความรู้ด้านเทคโนโลยี
ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดำรงชีวิตและทำงานในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญดังต่อไปนี้
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง
ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม
การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability)
ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ (Responsibility)
ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21
ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 7C
3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และกรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ โดยร่วมกันสร้างรูปแบบและแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญและสมรรถนะที่เกิดกับตัวผู้เรียน เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตในสังคมแห่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยจะอ้างถึงรูปแบบ (Model) ที่พัฒนามาจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 (Partnership For 21st Century Skills) (www.p21.org ) ที่มีชื่อย่อว่า เครือข่าย P21  ซึ่งได้พัฒนากรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน ความชำนาญการและความรู้เท่าทันด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อความสำเร็จของผู้เรียนทั้งด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจิตรา ธงพานิช
สาขาหลักสูตรและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
Based หมายถึง พื้นฐาน เช่น
 การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่มีครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อนำความสนใจที่เกิดจากตัวนัก เรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวนักเรียนเอง นำไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟังและการสังเกตุจากผู้เชี่ยวชาญ  โดยนักเรียนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม ที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียนกระบวนการจัดทำโครงงานและได้ผลการจัดกิจกรรมเป็นผลงานแบบรูปธรรม (ดุษฎี โยเหลาและคณะ, 2557: 19-20)
ลักษณะเด่นของการเรียนรู้แบบนี้
  นักเรียนกำหนดการเรียนรู้ของตนเอง
 เชื่อมโยงกับชีวิตจริง สิ่งแวดล้อมจริง
  มีฐานจากการวิจัย หรือ องค์ความรู้ที่เคยมี
  ใช้แหล่งข้อมูล หลายแหล่ง
  ฝังตรึงด้วยความรู้และทักษะบางอย่าง (embedded with knowledge and skills)

Research  หมายถึงการวิจัย  การวิจัย  หมายถึง  กระบวนการค้นคว้าหาความรู้อย่างมีระบบ  เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย  โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในศาสตร์แต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (คณะทำงานยกร่างจรรยาบรรณนักวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ , 2540)
ประเภทการวิจัยการแบ่งประเภทของการวิจัย  มีหลากหลายแบบขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่จะใช้ในการแบ่งว่าจะยึดถือสิ่งใดเป็นเกณฑ์ หรือเป็นหลัก ประเภทของการวิจัยโดยใช้เกณฑ์ต่างๆ กันมีดังนี้แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย มี 3 ประเภทได้แก่

1.       การวิจัยเชิงพยากรณ์ (Predictive research) เป็นการวิจัยเพื่อที่จะนำผลที่ได้นั้นไปใช้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
2.       การวิจัยเชิงวินิจฉัย (Diagnostic research) เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นกับ บุคคล กลุ่มชน หรือชุมชน
3.       การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย (Explanatory research) เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วว่าเกิดขึ้น ได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
แบ่งตามประโยชน์ของการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.       การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) หรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure research) หรือการวิจัยเชิงทฤษฎี  (Theoretical research) เป็นการวิจัยที่เสาะแสวงหาความรู้ใหม่เพื่อสร้างเป็นทฤษฎี หรือเพื่อเพิ่มพูน ความรู้ต่าง ๆ ให้กว้างขวางสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
2.       การวิจัยประยุกต์ (Applied research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action research) หรือการวิจัยเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ (Operational research) เป็นการวิจัยที่มุ่งเสาะแสวงหาความรู้ และประยุกต์ใช้ความรู้หรือวิทยาการต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติหรือเป็นการวิจัยที่นำผลที่ได้ไปแก้ปัญหาโดยตรง นั่นเอง
การเรียนรู้ (Learning)  คืออะไร มีหลักการอย่างไร
                 เมื่อกล่าวถึงการเรียนรู้ (Learning) นั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรทุกอย่างก็เกิดการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่เราต้องใช้ความคิดไปด้วยกับการทำสิ่งนั้นๆ คือทำไปคิดไป ข้อสำคัญคือเราใช้ความคิดให้เป็นหรือไม่ ความคิดที่ดีสร้างสรรค์มันก็เกิดประโยชน์แต่ความคิดไม่ดีหรือไม่รู้เท่าทัน ก็เกิดโทษได้ ความหมายของการเรียนรู้ในทางจิตวิทยานั้น หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์” การ เรียนรู้นั้นไม่ใช่เป็นการสั่งสอนหรือการบอกเล่าให้เข้าใจและจำได้เท่านั้น แต่ความหมายคลุมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมอันเป็นผลจากการสังเกต พิจารณา ไตร่ตรอง แก้ปัญหาทั้งปวง การเรียนรู้เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เป็นความเจริญงอกงาม  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เป็นการเรียนรู้ต้องเนื่องมาจากประสบการณ์หรือการ ฝึกหัดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นควรจะต้องมีความคงทนถาวรเหมาะแก่เหตุ เมื่อพฤติกรรมดั้งเดิมเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมที่มุ่งหวัง ก็แสดงว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้นแล้ว
 การวิเคราะห์ระบบ Needs Analysis
การวิเคราะห์ความต้องการ (Requirements Analysis) การวิเคราะห์ความต้องการเป็นกระบวนการของการสร้างแผนงาน (plan) เพื่อแสดงให้เห็นถึงโครงร่าง กระบวนการทำงานของระบบว่าทำงานอย่างไร (how) สอดคล้องกับจุดประสงค์และความต้องการหรือไม่  จึงสรุปได้ว่าการวิเคราะห์ความต้องการ คือ การรวบรวมรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อจุดประสงค์ในการหาข้อสรุปที่ชัดเจนในด้านของความต้องการ (Requirements) ระหว่างผู้พัฒนากับผู้ใช้งาน เพื่อใช้ในขั้นตอนของกระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบ
การรวบรวมความต้องการ (Requirements Gathering)
          การรวบรวมความต้องการก่อนที่นักวิเคราะห์ระบบจะเข้าไปค้นหาความต้องการจากผู้ใช้ตามหน่วยงานต่าง ๆ นักวิเคราะห์ระบบจำเป็นต้องศึกษารูปแบบองค์กรของหน่วยงานที่จะเข้าไปหาข้อมูลเสียก่อน รวมถึงการพิจารณาในส่วนของผู้บริหารระดับสูงว่าให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบใหม่มากน้อยเพียงไร นักวิเคราะห์ระบบจะต้องสามารถชี้แจงเหตุผลแก่ผู้ใช้ให้ทราบว่า ความต้องการเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการนำไปกำหนดเป็นการทำงานของระบบใหม่
Understanding ความเข้าใจ
ความเข้าใจ คือกระบวนการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทำให้บุคคลสามารถครุ่นคิดถึงสิ่งนั้น และสามารถใช้มโนทัศน์ (concept) เพื่อจัดกับกับสิ่งนั้นได้อย่างเพียงพอ สิ่งที่กล่าวถึงนี้อาจจะมีลักษณะเป็นนามธรรม หรือเป็นสิ่งทางกายภาพก็ได้ เช่น บุคคล สถานการณ์
Praxis การปฎิบัติ
ปฏิบัติการ หมายถึง การลงมือกระทำ,การดำเนินการ โดยมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า อาจหมายถึง หน้าแก้ความกำกวมนี้รวมบทความที่มีชื่อเหมือนหรือใกล้เคียงกัน ถ้าลิงก์ภายในใดนำคุณมาหน้านี้ คุณอาจต้องการแก้ไขลิงก์ให้ชี้ไปยังหน้าที่ต้องการโดยตรง
N=Planning  ,วางแผน จุดมุ่งหมาย
P=Generatint , ออกแบบและการจัดหลัก
U=Producing , การประเมินผลหลักสูตร


นำเสนอ11